Browsing:

หมวดหมู่: ขนมหวาน

ขนมหวานเย็นสดชื่น เหมาะกับเดือนร้อนนี้ ” ไอศกรีมน้ำเต้าหู้งาดำ “

เมนูหวานเย็นสดชื่น

เมนูหวานเย็นสดชื่น ดับคลายร้องของเดือนเมษาแบบนี้ ทำง่าย ใช้วัตถุดิบน้อยประโยชน์เยอะ ดีต่อสุขภาพของเรา ” ไอศกรีมน้ำเต้าหู้งาดำ”

เมนูหวานเย็นสดชื่น เหมาะกับเดือนร้อนนี้ ” ไอศกรีมน้ำเต้าหู้งาดำ “

ส่วนผสม

-น้ำเต้าหู้ 2 ถ้วยตวง

-เฮฟวี่วิปปิ้งครีม 2 ถ้วยตวง

-น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง

-งาดำคั่วบด

วิธีทำ

-นำน้ำเต้าหู้ เฮฟวี่วิปปิ้งครีม งาดำคั่วบด น้ำตาลทราย และเกลือมาผสมรวมกัน แล้วนำขึ้นตั้งไฟ คนไปเรื่อย ๆ จนข้นเดือด จากนั้นยกลงจากเตา และพักไว้ให้เย็น

-เมื่อส่วนผสมเย็นลงแล้ว ให้เทใส่พิมพ์ แล้วปิดด้วยพลาสติกถนอมอาหาร จากนั้นนำเข้าช่องแช่แข็ง รอให้ไอศกรีมจับตัวจนแข็ง

-เมื่อไอศกรีมจับตัวแข็งได้ที่แล้ว ให้นำออกจากตู้เย็นมาขูดด้วยส้อมตะกุย 2-3 รอบ หรือใช้เครื่องตีแบบมือถือ (Hand Mixer) ปั่นวน 15-20 นาที จนเนื้อเข้ากันมากขึ้น

-จากนั้นนำไอศกรีมกลับไปแช่แข็ง แล้วทำตามวิธีที่ 3 ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2-3 รอบ แล้วนำเข้าแช่แข็งประมาณ 6 ชั่วโมง จะทำให้ไอศกรีมมีเนื้อเนียนละเอียดพร้อมตักทาน

เมนูหวานเย็นสดชื่น

ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้

-อุดมด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายสูง ในน้ำเต้าหู้ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ โปรตีน แคลเซียม ซีลีเนียม สังกะสี ฟอสฟอรัส กรดอะมิโนกว่า 18 ชนิด และธาตุเหล็ก รวมไปถึงวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 เป็นต้น

-บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ำเต้าหู้นั้นอุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยลดการเสื่อมสภาพของกระดูกได้

-ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลและอีซูลันในน้ำเต้าหูนั้นมีน้อยกว่านมชนิดอื่นๆ เมื่อดื่มแล้วจึงช่วยจึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติมากยิ่งขึ้น

– มีไขมันอิ่มตัวที่เหมาะสม น้ำเต้าหู้ประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว 63% ไขมันอิ่มตัว 15% และไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว 24% ทำให้ไม่เกิดไขมันสะสมตามร่างกายจนเป็นผลเสีย นอกจากนี้ ยังมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic) และกรดไขมันอื่นๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้

นอกจากประโยชน์ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้ยังมีอีกมาก ได้แก่ ช่วยลดอาการท้องผูก ลดอาการวัยทอง บำรุงสมอง บำรุงผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ และยังทำให้สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย

เมนูหวานเย็นสดชื่น

ประโยชน์ของงาดำ

-บรรเทาอาการปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์
สำหรับคนที่มีปัญหาข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ การรับประทานงาดำสามารถลดอาการปวดได้ เพราะธาตุทองแดงที่อยู่ในงาดำมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ทำให้อาการปวดลดลง นอกจากนี้ธาตุทองแดงยังมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนนั้นสำคัญต่อการเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ข้อต่อ กระดูกอ่อน และหลอดเลือดให้แข็งแรง

-บำรุงผิวพรรณและกระดูก
งาดำขึ้นชื่อว่าเป็นธัญพืชอีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งแคลเซียมที่อยู่ในงาดำนั้นมีมากกว่านมถึง 6 เท่า นอกจากนี้ก็ยังมีสังกะสีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เพิ่มมวลกระดูก จึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน ขณะที่วิตามินอีที่อยู่ในงาดำก็ยังมีส่วนสำคัญในการบำรุงผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื้น หากรับประทานเป็นประจำรับรองได้เลยว่ากระดูกแข็งแรง ผิวพรรณดี ห่างไกลจากริ้วรอยแห่งวัย ดูเด็กลงได้อีกหลายปีเลย

-ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
สารเซซามินและสารเซซาโมลิน เป็นไฟเบอร์ในกลุ่มลิกแนน ที่มีคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้เป็นสารที่อุดมอยู่ในงาดำ นอกจากนี้ในงาดำก็ยังอุดมด้วยสารไฟโตสเตอรอล ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับคอเลสเตอรอล แต่ไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพ ซึ่งการรับประทานงาดำเข้าไปก็จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรรับประทานงาดำไม่ให้เกินวันละ 10-15 กรัม เพราะงาดำเป็นธัญพืชที่ให้พลังงานจากไขมันค่อนข้างมากนะคะ

-บำรุงหัวใจ
เพราะงาดำสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ จึงทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้น เพราะเมื่อร่างกายมีระดับคอเลสเตอรอลที่ลดลง ก็จะส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจสะอาดขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดก็ดีขึ้น ลดความเสี่ยงได้ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคความดันโลหิตสูง

-ป้องกันโรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่อัดแน่นเต็มเมล็ดงาดำ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้งาดำกลายเป็นอาหารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ เพราะไฟเบอร์ที่อยู่ในงาดำจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ก็ลดลง นอกจากนี้สารเซซามินที่มีอยู่ในงาดำก็ยังช่วยป้องกันสารอนุมูลอิสระไปทำลายตับ และเมื่อตับสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็จะไม่มีสารพิษสะสมในร่างกายจนก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นเอง แต่ทั้งนี้เอง หากรับประทานมากเกินไปก็อาจทำให้เสี่ยงกับโรคมะเร็งได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องรับประทานในปริมาณที่พอดีจะดีที่สุดค่ะ

-ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย
แม้จะเป็นเพียงธัญพืชเมล็ดเล็ก ๆ แต่งาดำก็อุดมไปด้วยไฟเบอร์จำนวนมาก ซึ่งถ้ารับประทานบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น หมดปัญหาเรื่องท้องผูกไปได้เลยล่ะค่ะ ใครที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายลองหางาดำมารับประทานกันดูนะคะ

-บรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน
กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนถือเป็นปัญหาของคุณสาว ๆ หลายคน เพราะทำให้อารมณ์แปรปรวน หรือเกิดอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว นอนไม่หลับ จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แต่ถ้าอยากจะลดอาการเหล่านี้แนะนำให้รับประทานงาดำค่ะ เพราะงาดำอุดมไปด้วยวิตามินบี แคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี …


บัวลอยมันส้ม ขนมไทย เมนูกะทิอร่อยๆเหนียวนุ่มกลมกล่อม

บัวลอยมันส้ม

บัวลอยมันส้ม บัวลอย ขนมไทยที่ทำง่าย สามารถทำกินเองที่บ้านได้

บัวลอยมันส้ม วิธีทำบัวลอยมันส้ม เป็นเม็ดบัวลอยที่มีส่วนผสมของมันเทศและแครอท ให้สีสันที่สดใส ขนมหวานแบบง่ายๆ น้ำกะทิสูตรยอดเยี่ยม น้ำกะทิใบเตยหอมอร่อย เคล็ดลับความอร่อยของบัวลอย อยู่ที่แป้งบัวลอยและน้ำกะทิ ที่ไม่หวาน ไม่เค็ม ต้องมีความพอดี

อาหารไทย ยอดนิยมสำหรับวันนี้ขอนำเสนอ เมนูขนมไทย แบบง่ายๆ i99bet เป็น ขนมกะทิ คือ บัวลอยมันส้ม เคล็ดลับความอร่อยของบัวลอยมันส้ม อยู่ที่ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร การปรุงรสชาติ สูตรบัวลอยมันส้ม ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูกะทิ

ส่วนผสมสำหรับทำบัวลอยมันส้ม

-แป้งมัน 1 กิโลกรัม
-แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
-มันเทศสีส้ม 1 ลูก
-แครอท 1 ลูก
-น้ำอุ่น 1/2 ถ้วยตวง
-ใบเตย 3-4 ใบ
-เกลือ 1 ช้อนชา
-หัวกะทิ 1 กิโลกรัม
-หางกะทิ 1 กิโลกรัม
-น้ำตาลปี๊บ 1/2 กิโลกรัม
-เนื้อมะพร้าวอ่อนขูด 1 ถ้วยตวง
-เผือกหั่นเป็นลูกเต๋า 1 ถ้วยตวง

บัวลอยมันส้ม
วิธีทำบัวลอยมันส้ม

-เริ่มจากการนำเผือก มันเทศ และ แครอท มานึ่งให้สุกก่อน โดยใช้เวลานึ่งประมาณ 30 นาที จะได้เผือกที่สุกพอดี และไม่เละ จากนั้นให้นำเผือกมาพักเอาไว้ก่อน
-ส่วน มันเทศ และ แครอท ให้นำมาบดให้ละเอียด และพักเอาไว้ก่อน
-เริ่มทำแป้งบัวลอย โดย ผสม แป้งมันและแป้งข้าวเหนียวให้เข้ากัน ใส่น้ำอุ่นลงไป นวดให้แป้งเหนียมและจับตัวกัน
-ใส่มันเทศและแครอทบดลงไปผสมกับแป้งบัวลอย นวดให้แป้งเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำมาปั้นเป็นเม็ดบัวลอย ให้มีขนาดพอดีและเท่ากัน ไม่หนาหรือบางเกินไป
-เตรียมน้ำกะทิ โดยให้ต้มหัวกะทิ และ หางกะทิ ด้วยไปอ่อนๆใส่ใบเตยลงไปด้วย เมื่อกะทิแตกมัน ให้ช้อนเอาส่วนที่แตกมันเก็บใส่ชามเอาไว้ จากนั้น เติมน้ำตาลปี๊บลงไปในหม้อต้มกะทิ เมื่อน้ำตาลละลายก็ปิดไฟได้
-เริ่มต้มเม็ดบัวลอยโดย ต้มน้ำใส่ใบเตย และ น้ำเชื่อม รอให้น้ำเดือดจัด จึงนำเม็ดบัวลอยลงไปต้ม เมื่อเม็ดบัวลอย ลอยขึ้นมาแสดงว่าสุกพร้อมทานแล้ว นำมาพักใส่น้ำเชื่อมเอาไว้
-เสริฟบัวลอย โดย ใส่เม็ดบัวลอยลงไปในน้ำกะทิ พร้อมกับเครื่องบัวลอย เช่น เผือกนึ่ง และ เนื้อมะพร้าวอ่อน เท่านี้ก็พร้อมสำหรับรับประทานได้
เคล็ดลับการทำบัวลอยมันส้ม

-การเลือกใช้กะทิ ต้องเลือกใช้กะทิที่คั้นสดๆจากเนื้อมะพร้าวขูด การคั้นเอาหัวกะทิ ไม่ต้องผสมน้ำเลย จะได้กะทิที่มีความมันและหอม ส่วนหางกะทิ เป็น เนื้อมะพร้าวที่ผสมน้ำลงไปและคั้นจากมะพร้าวขูดรอบสอง
-เทคนิคการต้มเม็ดบัวลอยให้เหนียวนุ่ม ต้องต้มน้ำเชื่อม จะได้เนื้อบัวลอยที่มีความหวานแทรก และ เนื้อเด้ง เหนียว
-การเตรียมเผือกนึ่ง ต้องไม่หั่นให้เล็กเกินไป เนื่องจาก เวลานึ่งอาจทำให้เผือกเละไม่น่ารับประทาน โดยให้แยกเสริฟ อย่านำไปใส่ในน้ำกะทิ เพราะมันจะเละไม่น่ารับประทาน
-น้ำตาล สำหรับขนมหวาน ให้เลือกใช้น้ำตาลป๊ีบ โดยเทคนิคการทำ ให้ค่อยๆ ใส่น้ำตาล จนได้ความหวานที่พอดี หากใส่มากเกินไป และใส่ทีเดียวเลย หากหวานเกินไปจะแก้ไขยาก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com…


ทองหยิบ ขนมไทย ขนมหวานโบราณ เมนูไข่ พร้อมวิธีทำ

ทองหยิบ

ทองหยิบ ขนมหวาน เมนูขนมเชื่อม วิธีทำขนมทองหยิบ ง่ายๆ สามารถทำกินเองที่บ้านได้

ทองหยิบ ขนมไทย ตระกลูทอง ที่ได้รับวัฒนธรรมมาจากโปรตุเกตุ สูตรขนมทองหยิบ พร้อมด้วยเคล็ดลับการทำขนมทองหยิบ ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก อาหารหวาน เมนูไข่ อร่อยๆ

สูตรอาหาร เมนูอาหาร แนะนำสำหรับวันนี้ ขอนำเสนอ สูตรขนมไทย หนึ่งใน 9 ขนมหวาน ตระกูลทอง คือ ขนมทองหยิบ เป็นขนมหวานที่ต้องมีในขันหมาก เคล็ดลับการทำขนมทองหยิบ คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร การผสมแป้งและไข่

สูตรขนมทองหยิบ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับคนรักการทำขนมหวาน เมนูไข่

ส่วนผสมสำหรับทำขนมทองหยิบ

-ไข่เป็ด 10 ฟอง โดยแยกเอาเฉพาะไข่แดง
-น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
-น้ำลายดอกไม้ 2 ถ้วย

ทองหยิบ
วิธีทำขนมทองหยิบ

-การทำน้ำลอยดอกมะลิ น้ำลอยดอกมะลิจะเริ่มจากการเตรียมน้ำสะอาด จากนั้นนำดอกมะลิ หอมๆ ที่เป็นดอกไม้เด็ดแบบสดๆ นำลงไปลอยในน้ำสะอาด และ ทิ้งให้นำสะอาดหอมกลิ่นดอกมะลิ ก่อน ใช้เวลาในการเตรียมน้ำลอยดอกมะลิ คือ 1 คืน
-เมื่อเราได้น้ำลอยดอกไม้ และ นำน้ำลอยดอกมะลิ ไปต้มให้เดือด ใส่น้ำตาลลงไป เคี้ยวให้น้ำตาลค้น เหนียว สามารถใส่ใบเตยลงไปได้ ในระหว่างที่เคี้ยวน้ำเชื่อม ให้ไปเตรียมไข่
-เริ่มทำขนมทองหยิบ โดย นำไข่เป็ดที่เตรียมไว้ นำมาตีให้แตกฟอง ขึ้นฟู หากมีเครื่องช่วยตีไข่ จะช่วยในการผ่อนแรงได้มาก ตีไข่แดงจนไข่แดงขึ้นฟู จากนั้นพักไว้ก่อน
-เมื่อน้ำเชื่อมได้ที่แล้ว ให้นำกระบวยตักไข่ให้เป็นลักษณะแผ่น ใส่ไข่ลงไป และนำไปต้มให้เป็นแผ่น เมื่อไข่สุกไข่จะเกาะตัวและ เป็นแผ่น ลอยหลุดจากกระบวย เราก็ทำการเชื่อมมันให้เข้าเนื้อ เมื่อไข่สุดได้ที่
-ให้นำแผ่นไข่ ลงไปจีบใส่ถ้วยพิมพ์ ที่เตรียมเอาไว้ พักให้เย็นก็สามารถรับประทานได้
เคล็ดลับการทำขนมทองหยิบ

-น้ำลอยดอกมะลิ ต้องใช้น้ำสะอาด ดอกมะลิต้องเด็ดตอนกลางคืน จะได้น้ำกลิ่นหอมดอกมะลิ เพิ่มเสนห์ให้กัขนม ที่มีทั้งความหวาน และ หอม
-สำหรับช่วงเวลาที่ดอกมะลิขาดแคลน ก็ใช้ใบเตยแทน ความหอมของใบเตยสามารถทดแทนกลิ่นหอมของดอกมะลิได้
ทองหยิบ ขนมไทย จัดเป็นขนมโบราณ ที่มีประวัติว่า มีการทำครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายมหาราช ซึ่งเป็นขนมไทย ที่ได้รับวัฒนธรรมมาจากประเทศโปรตุเกส เนื่องจากมีขนมโปรตุเกต ชื่อ trouxas das Caldas ซึ่งออกเสียง ว่า โตรชัชดัชกัลดัช มีลักษณะคล้ายกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com…


ครีมบูเล่มะพร้าว เมนูของหวานในร้านคาเฟ่ หน้าตาเป๊ะปังพร้อมเปิดร้าน

ครีมบูเล่มะพร้าว

ครีมบูเล่มะพร้าว  ลองดัดแปลงเมนูครีมบูเล่ให้มีความเป็นไทยมากขึ้นกันดีไหม

ครีมบูเล่มะพร้าว ขอนำเสนอเมนูครีมบูเล่มะพร้าว สูตรจาก เฟซบุ๊ก iCook bu Kucook เพิ่มความหอมจากกะทิ กินกับมะพร้าวเชื่อม อ้อ… ก่อนเสิร์ฟอย่าลืมพ่นน้ำตาลทรายให้ไหม้นะคะ

ส่วนผสม ครีมบูเล่มะพร้าว

• ครีมสด 750 มิลลิลิตร
• กะทิคั้น 750 มิลลิลิตร
• ไข่แดง 24 ฟอง
• น้ำตาลทราย 350 กรัม
• ถ้วยกระเบื้อง
• ถาดทรงสูง

 ครีมบูเล่มะพร้าว

วิธีทำครีมบูเล่มะพร้าว

1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส เตรียมไว้
2. ต้มครีมสดและกะทิในหม้อด้วยไฟอ่อน คนผสมให้เข้ากัน พอเดือดให้ปิดไฟทันที (ไม่ควรใช้ไฟแรง และไม่ควรต้มให้เดือดจนเกินไป) พักไว้
3. ตีผสมไข่แดงกับน้ำตาลทรายให้เข้ากัน ค่อย ๆ เทส่วนผสมครีมลงไป คนผสมตลอดเวลาจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมด้วยกระชอน จากนั้นเทส่วนผสมที่ได้ลงในถ้วย ประมาณ 3/4 ของพิมพ์
4. วางถ้วยลงในถาดทรงสูง เทน้ำลงในถาดให้สูงประมาณ 3/4 ของถ้วยครีม (เรียกวิธีการนี้ว่า Bain-marie) นำเข้าเตาอบ นานประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที หรือจนสุก (วิธีการเช็กว่าสุกหรือไม่ให้ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มลงไปตรงกลางถ้วย ถ้ามีเศษขนมติดออกมาแสดงว่ายังไม่สุก) นำออกจากถาดน้ำ และเก็บไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะรับประทาน
5. เวลาจัดเสิร์ฟให้โรยน้ำตาลทรายบาง ๆ ลงบนหน้าขนมให้ทั่ว หลังจากนั้นใช้ปืนพ่นให้น้ำตาลเป็นสีน้ำตาลไหม้จนทั่ว เสิร์ฟคู่กับมะพร้าวเชื่อม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

 …