Browsing:

เดือน: กันยายน 2018

มะดัน ผลไม้ สมุนไพรรสเปรี้ยว ประโยชน์และโทษของมะดัน

มะดัน

มะดัน คือ พืชไม้ยืนต้น เป็นผลไม้รสเปรี้ยว สามารถบริโภคผลสดได้ สรรพคุณของมะดัน เช่น ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ เป็นยาระบาย แก้ไข้ทับระดู แก้กระษัย

มะดัน ชื่อสามัญ คือ Madan ชื่อวิทยาศาสตร์ของมะดัน คือ Garcinia schomburgkiana Pierre พืชตระกูลเดียวกับมังคุด ชื่อเรียกอื่นๆของมะดัน เช่น ส้มมะดัน ส้มไม่รู้ถอย เป็นต้น

ลักษณะของต้นมะดัน

ต้นมะดัน เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผัดใบ มีรสเปรี้ยว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อน โดยเฉพาะประเทศไทย สามารถขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ด ลักษณะของลำต้น ใบ ดอก ผล มีดังนี้

  • ลำต้นมะดัน มีความสูงประมาณ 7 – 10 เมตร ลักษณะแตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เปลือกของลำต้นเรียบ สีน้ำตาลอมดำ
  • ใบมะดัน ลักษณะเป็นใบเดี่ยว มีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ โคนใบและปลายใบแหลม แผ่นใบมะดันลักษณะเรียบลื่น
  • ดอกมะดัน ดอกของมะดันจะออกตามซอกใบ ออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ลักษณะเป็นกระจุก ซึ่งกระจุกหนึ่งจะมี 3 – 6 ดอก ดอกมะดันมีสีเหลืองอมส้ม กลีบดอกคล้ายรูปไข่
  • ผลมะดัน มีลักษณะเป็นทรงรี ปลายของผลแหลม มีสีเขียว ผิวเรียบ มันลื่น ผลมะดันมีรสเปรี้ยว ภายในผลมีเมล็ด ผลละหนึ่งเมล็ด

คุณค่าทางโภชนากการของมะดัน

สำหรับการนำมะดันมาบริโภค นั้นนิยมบริโภคใบอ่อนและผลของมะนั้น นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนากการของผลมะดันและใบมะดัน โดยมีายละเอียด ดังนี้

  • คุณค่าทางโภชนาการของผลมะดัน ขนาด 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 6.5 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม โปรตีน 0.3 กรัม กากใยอาหาร 0.4 มิลลิกรัม วิตามินเอ 431 หน่วยสากล วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม วิตามินซี 5 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 17 มิลลิกรัม และ ธาตุฟอสฟอรัส 7 มิลลิกรัม
  • คุณค่าทางโภชนาการของใบมะดันอ่อน ขนาด 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 7.3 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม โปรตีน 0.3 กรัม วิตามินเอ 225 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.01 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี3 0.02 มิลลิกรัม วิตามินซี 16 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 103 มิลลิกรัม และ ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม

มะดัน

ประโยชน์ของมะดัน

เนื่องจากมะดันมีวิตามิหลายชนิด และ มีวิตามินซีสูง มะดันจึงถูกนำมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางค์บำรุงผิวพรรณ ทั้ง สบู่ ครีมบำรุงผิว โทนเนอร์ เป็นต้น นอกจากนั้นมะดันมีรสเปรี้ยว ดังนั้น จึงนิยมนำเอามะดันมาทำอาหาร ให้รสเปรี้ยวต่างๆ เช่น น้ำพริก ต้มยำ เป็นต้น ผลของมะดัน สามารถนำมาทำผลไม้แช่อิ่มได้

สรรพคุณของมะดัน

สำหรับมะดัน จัดเป็นพืชพื้นเมือง มีประโยชน์ต่อการดำรงค์ชีวิต ในด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค โดย สรรพคุณของมะดัน มีการนำเอา รกมะดัน รากมะดัน ใบมะดัน ผลมะดัน เปลือกมะดัน ดอกมะดัน มาใช้ประโยชน์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • ดอกมะดัน มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก รักษามะเร็ง
  • ผลมะดัน มีรสเปรี้ยว สรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ชุ่มคอ แก้เจ็บคอ แก้กระษัย รักษาไข้หวัด

ข้าวยำ อาหารไทย พื้นบ้าน แบบง่ายๆ รสชาติอร่อย พร้อมวิธีทำ

ข้าวยำ

ข้าวยำ ข้าวยำกะปิหวาน คือ อาหารพื้นบ้าน อาหารของภาคใต้ คุณค่าทางโภชนาการสูง วิธีทำข้าวยำ ง่ายๆสามารถทำกินเองที่บ้านได้

ข้าวยำ กะปิหวาน สำหรับข้าวยำนั้น น้ำยำส่วนมากจะเป็นน้ำบูดู แต่ในบางคนที่ไม่นิยมน้ำบูดู ให้ลองปรับมาใช้กะปิดูได้ เคล็ดลับการทำข้าวยำกะปิหวาน คือ วัตถุดิบคุณภาพ สดๆ เทคนิคการเตรียมอาหาร และ การปรุงรสชาติของน้ำยำ สูตรข้าวยำกะปิหวาน ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูสุขภาพ

ข้าวยำ

ส่วนผสมสำหรับทำข้าวยำ

  • ข้าวกล้องหุงสุก 1 จาน
  • งาดำคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
  • กุ้งแห้งป่นละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • มะนาว 1 ลูก หั่นเป็นชื้นเล็กๆ
  • มะพร้าวขูดคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
  • ตะไคร้ซอยบางๆ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วงอก หนึ่งหยิบมือ
  • ใบมะกรูด2 ช้อนโต๊ะ ซอยเล็กๆ
  • ใบบัวบก 2 ช้อนโต๊ะ ซอยเล็กๆ
  • ใบชะพลู 2 ช้อนโต๊ะ ซอยเล็กๆ
  • เนื้อส้มโอ 2 ช้อนโต๊ะ
  • มะม่วง 2 ช้อนโต๊ะ ซอยเป็นเส้นๆ
  • ถั่วฝัก 2 ช้อนโต๊ะ ซอยเล็กๆ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
  • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมบดละเอียด 1 ช้อนโต้ะ
  • หอมแดง 2 หัว ทุบพอบุบ
  • ตะไคร้ 1 ต้น หั่นหยาบๆ
  • ข่าแก่ 2 ต้น
  • มะกรูด 1 ลูก นำมาผ่าครึ่งเอาเม็ดออก
  • เนื้อปลาอินทรีเค็มทอด 1 ตัว
  • กะปิ 2 ช้อนโต้ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต้ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต้ะ
  • น้ำมะกรูด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำข้าวยำ

  • เริ่มจากการทำกะปิหวานก่อน โดยตั้งหม้อต้มน้ำเปล่าให้เดือด จากนั้นใส่ กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ข่า และ ลูกมะกรูด ต้มในนำเดือด แต่เริ่มจากไฟอ่อนๆ ให้น้ำหอมสมุนไพรก่อน
  • จากนั้นจึงใส่ ปลาอินทรีย์ทอดเค็มลงไป เคี่ยวสักพัก ประมาณ 15 นาที จากนั้นให้กรองเอาแต่น้ำ
  • นำน้ำที่ได้จากการกรอง มาปรุงรสด้วย กะปิ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และ น้ำมะกรูด เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนน้ำเริ่มเหนียว ก็ให้ปิดไฟและพักให้เย็นก่อน เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับกะปิหวาน สำหรับข้าวยำ
  • เริ่มจัดจาน โดย ให้ข้าวหุงสุกอยู่ตรงกลาง และ จัดเครื่องเคียงในจานเดียวกัน ประกอบด้วย กุ้งแห้งป่น พริกป่น งาดำคั่ว มะนาว มะพร้าวขูดคั่ว ตะไคร้ ถั่วงอก ใบมะกรูด ใบบัวบก ใบชะพลู เนื้อส้มโอ มะม่วง และ ถั่วฝัก

พนันออนไลน์

เคล็ดลับการทำข้าวยำ

  • การปรุงรสชาติของกะปิหวาน ต้องใช้ไฟอ่อนๆเคี้ยวสมุนไพรก่อน ให้ความร้อนเบาๆให้สมุนไพรคายน้ำมันหอมระเหยก่อน จะได้น้ำกะปิหวาน ที่หอมสมุนไพร และ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
  • ผักที่นำมาทำเครื่องเคียง ต้องเลือกใช้ผักสดๆ จึงจะอร่อยที่สุด
  • กุ้งแห้ง ให้นำไปล้างน้ำให้สะอาดก่อน เพื่อไม่ให้มีสิ่งสกปรกเจือปน เมื่อล้างแล้วให้นำไปอบให้แห้งอีกครั้ง จึงนำมาทำอาหาร จึงได้กุ้งแห้งที่ดีต่อสุขภาพ
  • นำกะปิหวาน ต้องกรองด้วยผ้าขาวบางให้สะอาด อย่าให้มีสิ่งสกปรกเจือปน ก่อนนำมารับประทาน
  • งาดำคั่ว ต้องคั่วแบบสดๆ จึงจะได้งาที่หอมอร่อย หากน้ำงาคั่วค้างคืนมาทำจะทำให้ไม่หอม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ สามารถป้องกันและรักษาได้ง่าย ๆ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคอาจลุกลามขึ้นไปที่ไตทำให้เป็นกรวยไตอักเสบ และถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังแทรกซ้อน ซึ่งยากแก่การเยียวยารักษาได้

ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ในทุกช่วงของชีวิต นับตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ (พบได้สูงในช่วงอายุ 20-50 ปี) พบได้มากในผู้หญิงที่ชอบกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ หรือในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ส่วนในผู้ชายนั้นมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก

เนื่องจากมีสรีระที่ยากต่อการติดเชื้อ ถ้าพบว่าเป็นก็มักจะมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เนื้องอกกระเพาะปัสสาวะ ก้อนเนื้องอกในช่องท้อง ต่อมลูกหมากโต หรือมีความผิดปกติทางโครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ

สาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบที่มีอยู่ในอุจจาระของคนเรา เช่น อีโคไล (E.coli), เคล็บซิลลา (Klebsiella), สูโดโมแนส (Pseudomonas), เอนเทอโรแบกเตอร์ (Enterobacter) เป็นต้น (แต่ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 75-95% เกิดจากเชื้ออีโคไล) ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะมีอยู่มากที่บริเวณรอบ ๆ ทวารหนัก

เนื่องมาจากการชำระหลังถ่ายอุจจาระไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เชื้อโรคจึงปนเปื้อนผ่านเข้าท่อปัสสาวะ เข้ามาในกระเพาะปัสสาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่ปกติท่อปัสสาวะจะสั้นและอยู่ใกล้กับทวารหนัก จึงง่ายที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ

อาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ผู้ป่วยจะมีอาการขัดเบา คือ ถ่ายปัสสาวะกะปริดกระปรอย (ออกมาทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) รู้สึกปวดขัดหรือแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ โดยเฉพาะตอนถ่ายปัสสาวะสุด มักต้องเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมงหรือชั่วโมงละหลายครั้ง มีอาการคล้ายถ่ายปัสสาวะไม่สุดอยู่ตลอดเวลา

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดที่ท้องน้อยหรือบริเวณหัวหน่าวร่วมด้วย ปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็น สีมักใส แต่บางรายปัสสาวะอาจมีสีขุ่นหรือมีเลือดปน มักไม่มีไข้ (ยกเว้นถ้ามีกรวยไตอักเสบร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปัสสาวะสีขุ่น และมีอาการปวดเอวร่วมด้วย) ส่วนในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน และอาจมีไข้ เบื่ออาหาร อาเจียนร่วมด้วย โดยอาการมักเกิดขึ้นหลังกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ มีการสวนปัสสาวะ หรือหลังจากการร่วมเพศ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

วิธีรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

การดูแลตนเองในเบื้องต้นเมื่อเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้

  1. ควรดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ ประมาณวันละ 3-4 ลิตร เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม (เช่น โรคหัวใจล้มเหลว) ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยขับเชื้อโรคออกและลดอาการปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะได้
  2. ควรถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่รู้สึกปวด ไม่กลั้นปัสสาวะ
  3. หลีกเลี่ยงสารอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะปัสสาวะ เช่น กาแฟ แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ใส่น้ำตาล
  4. พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่ควรนั่งแช่อยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ
  5. การทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศหรือภายหลังการขับถ่าย (ในผู้หญิง) ต้องทำจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อนผ่านเข้าท่อปัสสาวะเข้ามาในกระเพาะปัสสาวะ
  6. ในผู้หญิงไม่ควรใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยการใช้ยาฆ่าอสุจิหรือการใช้ฝาครอบปากมดลูก เพราะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะและปากช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  7. ไม่ควรใช้สเปรย์หรือยาดับกลิ่นตัวในบริเวณอวัยวะเพศ เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะและปากช่องคลอด ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสเกิดการบาดเจ็บและการติดเชื้อของเนื้อเยื่อ
  8. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำในอ่าง เพราะอาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  9. ควรรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และลดโอกาสการติดเชื้อรุนแรง
  10. ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจทำให้ได้ยาที่ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อโรค หรือขนาดและระยะเวลาในการใช้ยาไม่ถูกต้อง จึงอาจส่งผลให้โรคไม่หาย และอาจกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังจากเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

  • พยายามดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณวันละ 6-8 แก้ว (ตั้งแต่เช้าถึงเข้านอน)
  • อย่ากลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น ควรฝึกถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่รู้สึกปวดจนเป็นนิสัย เวลาที่ต้องเดินทางไกลก็ต้องฝึกให้เคยชินที่จะเข้าห้องน้ำนอกบ้าน ถ้ากลัวไม่สะอาดก็ให้ชำระล้างที่โถส้วมให้สะอาดเสียก่อน หรือเวลาเข้านอนตอนอยู่ในบ้าน ถ้าไม่สะดวกจะลุกเข้าห้องน้ำก็ควรเตรียมกระโถนไว้ข้างเตียง เพราะการกลั้นปัสสาวะจะทำให้เชื้อโรคอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้นานจนสามารถแบ่งตัวเจริญแพร่พันธุ์ ประกอบกับในภาวะที่กระเพาะปัสสาวะมีความยืดตัว ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
  • พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่ควรนั่งแช่อยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ
  • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอยู่เสมอ หลังการถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ควรล้างหรือใช้กระดาษชำระเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง (ในผู้หญิง) เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคจากบริเวณทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • ควรอาบน้ำจากฝักบัว
  • ไม่ควรใช้สเปรย์หรือยาดับกลิ่นตัวในบริเวณอวัยวะเพศ เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกของอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อและเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่ายขึ้น
  • ในผู้หญิงไม่ควรใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยการใช้น้ำยาฆ่าอสุจิหรือการใช้ฝาครอบปากมดลูก เพราะจะเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อต่อช่องคลอด ปากท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ
  • ในผู้ชายการขลิบอวัยวะเพศจะช่วยลดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้
  • รักษาและควบคุมโรคต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
  • อาการขัดเบาหลังการร่วมเพศ (โรคกระเพาะปัสสาวะจากฮันนีมูน) อาจป้องกันได้โดยการดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนการร่วมเพศ ใส่ครีมหล่อลื่นที่ช่องคลอด และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังการร่วมเพศเสร็จ
  • ควรรักษาสุขอนามัยพื้นฐานอยู่เสมอ เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ รวมทั้งการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 

 

 …


น้ำมะม่วงโซดา สูตรน้ำผลไม้โซดา เครื่องดื่ม สุดแนว ซาบซ่า รับวันสบาย

น้ำมะม่วงโซดา เครื่องดื่มสุดแนวไม่จำเจ ชื่นใจซาบซ่าคลายร้อน วันหยุดนี้ดื่มกันสักแก้ว

น้ำมะม่วงโซดา สูตรเครื่องดื่มแหวกแนวสำหรับวันสบาย ๆ นอกจากเครื่องดื่มสมูทตี้หรือเครื่องดื่มชงแล้ว เราขอนำเสนอวิธีทำน้ำผลไม้โซดา ทำง่าย ๆ ดื่มซาบซ่า ได้ประโยชน์จากผลไม้ ลองกันสักแก้วดีกว่า

ช่วงไหนเป็นหน้ามะม่วงรีบไปซื้อรอเลยค่ะ อยากให้ลองทำน้ำมะม่วงโซดากันค่ะ จับมะม่วงปั่นจนละเอียด เติมโซดาลงไป เพิ่มความหวานตามชอบ ยิ่งถ้ากินกับมะม่วงยิ่งฟิน

น้ำมะม่วงโซดา

ส่วนผสม น้ำมะม่วงโซดา

• มะม่วงแช่แข็ง 1 ถ้วย
• น้ำ 1 ถ้วย
• โซดาแช่เย็นจัด 1 ขวด
• น้ำตาลทราย
• น้ำแข็ง

วิธีทำน้ำมะม่วงโซดา

1. ใส่มะม่วงกับน้ำลงไปปั่น ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด
2. ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว เทน้ำเชื่อมมะม่วงลงไป เติมโซดาลงไป ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนผสมจนเข้ากัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com


มหันตภัยร้ายในเด็ก ! ไวรัส RSV อันตรายคุกคามถึงชีวิต เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

มหันตภัยร้ายในเด็ก

มหันตภัยร้ายในเด็ก ! จากข่าวที่มีมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ที่คุกคามชีวิตเด็กให้ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษากันแบบยาวๆ

มหันตภัยร้ายในเด็ก ! เมื่อรู้ชัดว่าอันตรายก็ควรรู้ให้ลึกว่าไวรัส RSV คืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไรเป็นสำคัญ มีวิธีป้องกันอย่างไร และเมื่อเป็นแล้วควรจัดการด้วยวิธีไหน วันนี้ SANOOK! จึงขอนำทีมพูดคุยกับศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลธนบุรีเพื่อเจาะลึกเรื่อง RSV แบบเน้นๆ

ไวรัส RSV คืออะไร

ไวรัส RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเมื่อได้รับจะส่งผลให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งจำนวนมาก เช่นเสมหะ หรือน้ำมูก ระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว

เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร

เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านการไอ จาม หรือจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ โดยไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก หรือเมื่อไปสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการจับมือกับผู้ป่วย

ใครที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัส RSV

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยที่สุดในเด็กและทารก ซึ่งเป็นวัยที่เมื่อได้รับเชื้อ RSV จะเกิดอาการรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วย เช่น ปอดบวมหรือหลอดลมฝอยอักเสบ

มหันตภัยร้ายในเด็ก

อาการเมื่อได้รับเชื้อไวรัส RSV

อาการจะปรากฏชัดหลังสัมผัสถูกเชื้อไวรัสในระยะเวลา 4-6 วัน โดยในเด็กเล็กจะพบอาการที่รุนแรงกว่าผู้ใหญ่ ดังนี้
– เบื่ออาหาร
– หายใจเร็วกว่าปกติ
– หายใจมีเสียงหวีด หายใจลำบาก
– จาม ไอ มีไข้ น้ำมูกไหล
– หงุดหงิดง่าย หรือเซื่องซึม
ซึ่งไม่ควรปล่อยไว้ หากพบเด็กมีไข้สูงควรปรึกษาแพทย์ทันที

ขั้นตอนการรักษา

ความอันตรายของโรคนี้คือยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง อีกทั้งยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาตามอาหาร (Supportive care) ในกรณีที่มีอาการรุนแรงแนะนำให้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามอาการ

การป้องกัน

ด้วยความที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ การป้องกันโรคจึงทำได้ด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้
– ล้างมือให้สะอาด ทั้งก่อนมื้ออาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
– หลีกเลี่ยงให้เด็กที่คลอดก่อนกำหนดและทารกในช่วงอายุ 1-2 เดือนแรกสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ เช่น ผู้ที่เป็นไข้หรือเป็นหวัด
– ทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ โดยเฉพาะทิชชูที่ใช้แล้ว ควรทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด
– ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำของตัวเอง และหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่ผู้ป่วยใช้แล้ว
– หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ทารกที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV และพบอาการที่รุนแรงได้มากกว่า
– ทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังพบว่าเด็กที่ป่วยมาเล่นของเล่นนั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com


ประโยชน์ของ “ผลไม้” 3 คุณประโยชน์โดนๆ ไฉไลกว่าที่คิด

ประโยชน์ของ

ประโยชน์ของ ผลไม้ เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่คนนิยมรับประทานกันทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มของสาวๆ ที่ห่วงรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง

ประโยชน์ของ ผลไม้ ต่อสุขภาพของเรานั้น มีทั้งโดยรวม เช่น การให้สารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเรา และแบบเฉพาะในการป้องกันโรคสำคัญๆ ซึ่งอันที่จริงประโยชน์ของผลไม้ที่ช่วยในการป้องกันโรคบางอย่างได้นั้น เป็นที่รู้กันมานานแล้ว เช่น การรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ส้มหรือมะนาว ในการป้องกันโรคลักปิดลักเปิดก็เป็นที่รู้กันดี หรือยังพบว่าผลไม้มีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่สามารถทำหน้าที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ด้วยคุณประโยชน์ต่างๆ ที่มีคนพูดถึงกันต่อไปเรื่อยๆ จึงทำให้ผู้คนหันมาสนใจรับประทานผลไม้ในมื้ออาหารมากขึ้นพอๆ กับการรับประทานผัก

ประโยชน์ของ

ดังนั้นเราก็ไม่ควรที่จะพูดพร่ำทำเพลงกันอีกต่อไป เราควรไปรู้ถึงประโยชน์ของผลไม้ที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวี่ทุกวันว่ามันมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกายของเราบ้าง

1. ประโยชน์ของผลไม้ช่วยชะลอความแก่ ใครๆ ก็ไม่อยากแก่ ใช่หรือไม่ ? อยากสวยและดูดีไปตลอด แน่นอนการรับประทานผลไม้สามารถชะลอความแก่ และเสริมความงามให้กับเราได้โดยปกติคนเราจะแก่เร็วหรือแก่ช้าก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของระบบการสร้างเซลล์ และระบบภูมิต้านทาน ที่จะช่วยกันจัดการกับสารพิษที่เข้าสู่ในร่างกาย รวมถึงช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ และยังช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่เมื่อระบบเซลล์และระบบภูมิต้านทานทำงานได้ดี เราก็จะแก่ช้าลงนั่นเองแต่ใช่ว่าจะป้องกันเพียงพวกสารพิษที่เข้ามาในร่างกายแล้วเราจะไม่แก่ง่าย เพราะตัวของเราเองก็ทำให้เราแก่เอง เช่น ความเครียด และการทำงานหนักหักโหมเกินไป รวมทั้งอาหารที่รับประทานเข้าไปก็มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้เราแก่เร็ว

2. ประโยชน์ของผลไม้ช่วยรักษาสุขภาพจิต ผลไม้สามารถทำให้คุณมีสุขภาพจิตที่ดีได้…หลายคนทำหน้างงสงสัยว่าผลไม้ทำให้สุขภาพจิตดีได้อย่างไร…ทำได้ค่ะ เพราะในผลไม้มีวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่างที่พบว่า สามารถทำให้คนที่มีความรู้สึกซึมเศร้า ไม่กระปรี้กระเปร่า และอารมณ์เสีย อันอาจเกิดมาจากน้ำตาลในเลือดมีระดับต่ำผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ หรือเมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกร่างกายอ่อนเพลียเหลือเกิน สาเหตุมาจากปริมาณโพแทสเซียมและแมกนีเซียมในร่างกายมีน้อยเกินไป ดังนั้นการรับประทานผลไม้ที่มีแร่ธาตุเหล่านี้ จึงสามารถทำให้ร่างกายของเรากลับมาสดชื่นแจ่มใสขึ้นอีกครั้งนั่นเอง

3. ประโยชน์ของผลไม้ทานเพื่อลดน้ำหนักได้ หุ่นเราสามารถเพรียวสวยด้วยการรับประทานผลไม้ การรับประทานผลไม้มากๆ เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุด และเป็นที่นิยมมากของคุณสาวๆ เพราะร่างกายจะยังได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ ร่างกายของเราจึงยังแข็งแกร่ง ไม่หมดแรงไปเสียก่อนแต่ในทางกลับกันน้ำหนักก็ลดลงได้ตามที่ใจต้องการ สำหรับคนที่หิวบ่อยแล้วกลายเป็นคนอ้วนโดยไม่รู้ตัว การลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเป็นการทำร้ายร่างกายของตนเอง วิธีการที่ถูกต้องและได้ผลที่ดีงามคือ การหันมากินผลไม้เป็นหลักต่างหากนอกจากจะไม่ทำลายระบบย่อยอาหารแล้วยังช่วยให้ทำงานได้ดีมากขึ้นอีกจึงทำให้น้ำหนักของเราลดลงได้ง่ายไม่เสียสุขภาพ นอกจากนั้นเส้นใยจากผลไม้ยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://sites.google.com


เส้นบุก ผัดขี้เมากุ้งสด เมนูไม่อ้วนประโยชน์แน่นแคลอรีเบา ๆ

เส้นบุก ผัดขี้เมากุ้งสด อาหารลดน้ำหนัก เครื่องแน่นประโยชน์เพียบ รสเจ็บจัดจ้านสุด ๆ แม้น้ำตาเล็ดก็ยอม

เส้นบุก ลดความอ้วน เพราะแคลอรีต่ำและอิ่มท้องนาน สำหรับคนชอบอาหารรสแซ่บจะให้ทำเมนูยำเส้นบุกทุกมื้อคงไม่ไหว ลองเปลี่ยนสไตล์มาทำเมนูผัดขี้เมากันบ้างดีกว่า กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำเส้นบุกผัดขี้เมากุ้งสด ใช้เส้นบุกแทนเส้นแป้ง ผัดกับกุ้งและผักสารพัด ใครจะดัดแปลงเป็นผัดขี้เมาไก่ก็แจ่มนะคะ

เส้นบุก

ส่วนผสม เส้นบุกผัดขี้เมากุ้งสด (สำหรับ 2 ที่)

• เส้นบุกชนิดเส้นเล็ก 150 กรัม
• กุ้งทะเลขนาดกลาง (ปอกเปลือกผ่าหลัง) 5 ตัว
• แครอท (หั่นแท่งสั้น) 30 กรัม
• ข้าวโพดอ่อน (ผ่าครึ่งหั่นยาว 1 นิ้ว) 30 กรัม
• ดอกกะหล่ำ 30 กรัม
• แขนงคะน้า ผ่าครึ่ง 30 กรัม
• น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
• พริกขี้หนูบุบพอแตก 15 เม็ด
• กระเทียมไทยสับ 1 ช้อนโต๊ะ
• ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
• ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
• น้ำพริกเผาสูตรเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ
• ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1+1/2 ช้อนชา
• ใบโหระพา 1/4 ถ้วย
• ใบมะกรูดฉีกหยาบ ๆ 3 ใบ
• พริกไทยอ่อน (หั่นท่อนสั้น) 2 ช่อ
• พริกชี้ฟ้าสีแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ด
• น้ำมันรำข้าว 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำเส้นบุกผัดขี้เมากุ้งสด

1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันรำข้าวพอร้อน ใส่กระเทียมและพริกขี้หนูสวนลงผัดพอหอม ใส่กุ้งผัดพอสุก
2. ใส่แครอท ข้าวโพดอ่อน ดอกกะหล่ำ และแขนงคะน้า เติมน้ำเปล่า ผัดให้เข้ากันจนผักเริ่มสุก ใส่เส้นบุกลงผัดพอเข้ากัน
3. ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำพริกเผา ซอสหอยนางรม และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน
4. ใส่ใบโหระพา ใบมะกรูด พริกไทยอ่อน และพริกชี้ฟ้า ผัดพอเข้ากัน ตักใส่จาน

ตอนนี้กำลังลดน้ำหนักคงต้องขอบายเส้นใหญ่ผัดขี้เมาหรือผัดขี้เมามาม่าไปก่อน ลองเปลี่ยนมาใช้เส้นบุกทำผัดขี้เมาก็ดีไม่น้อย ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์ก็ใส่เต้าหู้หรือเห็ดก็ได้เนอะ จะทำกินเองหรือทำให้คนพิเศษก็ไม่หวงสูตรจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com


การลดปริมาณ คาร์โบไฮเดรต จะสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ดีขึ้นหรือไม่

การลดปริมาณ คาร์โบไฮเดรต จะทำให้กระบวนการในการนำไขมันส่วนเกินออกมาใช้นั้นไม่มีประสิทธิภาพ การงดคาร์โบไฮเดรต ร่างกายของเราก็จะไม่มีพลังงานมาใช้

การลดปริมาณ ทำให้ร่างกายไปดึงโปรตีนมาใช้แทนจนส่งผลให้การสร้างกล้ามเนื้อไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่เราบริโภคควรจะเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ได้จากแป้งที่ไม่ผ่านการขัดขาว เพราะคาร์โบไฮเดรตจำพวกนี้จะเผาผลาญได้ช้า และให้พลังงานได้ตลอดวัน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ข้าวโอ๊ต เป็นต้น

การรับประทานเวย์โปรตีน ในการสร้างกล้ามเนื้อ

เวย์โปร์ตีน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สกัดออกมาจากนม ซึ่งทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถบริโภคได้ โดยให้ผลเป็นอาหารเสริมที่สร้างมาเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเสริมโปรตีน แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในมื้ออาหารหลัก ร่างกายได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ และนมอยู่แล้ว

การลดปริมาณ

หากร่างกายได้รับปริมาณโปรตีนที่เพียงพอจากมื้อหลักแล้ว ไม่แนะนำให้กินโปรตีนเสริมมากเกินจำเป็น ซึ่งการบริโภคโปรตีนมากเกินไป เป็นระยะเวลานาน ๆ อาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น โรคกระดูกพรุน ความเสียหายที่ตับและไตอย่างรุนแรงได้

โค้ชปุ๊ก ย้ำว่า การรับประทานโปรตีนในทุกประเภท สามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ แต่ต้องควบคู่กับการฝึกกล้ามเนื้อไปด้วย หากฝึกไม่สม่ำเสมอ ก็ต้องใช้เวลานานมากกว่ากล้ามเนื้อจะแข็งแรง โดยการฝึกก็มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการฝึกกล้ามเนื้อบริเวณไหน และต้องการกล้ามเนื้อแบบไหน

สำหรับการคำนวณค่า BMI เป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งบอกในเรื่องภาวะโภชนาการ แต่ในนักกีฬาหรือผู้ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อไม่เหมาะกับการคำนวณค่า BMI เนื่องจากน้ำหนักของนักกีฬาเป็นน้ำหนักจากกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน หากคำนวณด้วยค่า BMI โดยใช้น้ำหนักตัว/ความสูง ยกกำลังสอง ผลที่ได้ก็จะทำให้เกินเกณฑ์มาตรฐานดัชนีมวลกาย

นอกจากนี้ การนอนหลับอย่างเพียงพอจะส่งผลถึงกล้ามเนื้อ เพราะในช่วงเวลาที่เรานอนหลับนั้น กล้ามเนื้อของเราที่ถูกใช้งานอย่างหนักจะได้รับการฟื้นฟู ใยกล้ามเนื้อที่เสียหายจากการฝึกกล้ามเนื้อก็จะได้รับการซ่อมแซม ซึ่งถ้าหากเรานอนหลับไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้กล้ามเนื้อของเราเกิดอาการเมื่อยล้าและอาจจะทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com


กินโปรตีน สร้างกล้ามเนื้ออย่างไร ให้หุ่นสวยเป๊ะได้อย่างใจสั่ง

กินโปรตีน

กินโปรตีน สร้างกล้ามเนื้ออย่างไร ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด หลายคนมีคำถามเดียวกันนี้ เมื่อต้องการจะสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิตเฟิร์ม ถ้าอย่างนั้นมาหาคำตอบกัน

กินโปรตีน หุ่นดี ๆ เสกมาเองไม่ได้ แต่เราต้องสร้างกล้ามเนื้อด้วยตัวเอง และไม่ว่าจะด้วยการออกกำลังกายหรือใครที่อยากมีกล้ามเร็ว ๆ อาจจะใส่ใจในเรื่องอาหารการกินร่วมด้วย ซึ่งสารอาหารที่จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้เร็ว ๆ ทุกคนคงรู้ดีว่าคือเจ้าโปรตีน และวันนี้ทาง สสส. ก็ได้แนะนำวิธีการกินโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้ออย่างได้ผลมาฝาก

สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากวินัยในการออกกำลังกายที่จำเป็นต้องมีอย่างสม่ำเสมอแล้ว “โปรตีน” ยังเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในการสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ จึงต้องให้ความใส่ใจในการบริโภคอย่างเหมาะสม

“โค้ชปุ๊ก” ยลวรณัฏฐ์ จีรัชตกรณ์ ผู้จัดการศูนย์ออกกำลังกาย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช ให้ข้อมูลว่า โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และจำเป็นจะต้องมีอยู่ในอาหารทุกมื้อ โปรตีนนอกจากจะไปสร้างมวลกล้ามเนื้อแล้ว ยังป้องกันกระบวนการแคทาบอลิซึมของกล้ามเนื้อ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ใยกล้ามเนื้อถูกทำลาย ดูบอลออนไลน์ HD

กินโปรตีน

ซึ่งสารอาหารชนิดนี้ก็ไม่ได้มีอยู่แค่ในเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในอาหารอีกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักใบเขียว ธัญพืช และถั่วชนิดต่าง ๆ

คนทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ควรได้รับโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น น้ำหนัก 65 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนประมาณ 60-70 กรัมต่อวัน และสำหรับคนที่ออกกำลังกายเพื่อต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ควรได้รับโปรตีน 2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คือประมาณ 120 กรัมต่อวัน เช่น นักเพาะกาย จำเป็นต้องแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อย 6-8 มื้อ

เนื่องด้วยข้อจำกัดของร่างกายที่ย่อยและดูดซึมโปรตีนได้ครั้งละ 30-50 กรัม ทุก 2-3 ชั่วโมง ขึ้นกับน้ำหนักตัว จึงต้องการโปรตีนเพื่อไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายมากกว่าคนทั่วไป

ทั้งนี้ ประโยชน์ของการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ คือ ทำให้ไขมันลดลงจากการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานเฉพาะแคลอรีหรือไขมันส่วนเกินออกไปได้ดีขึ้น ทำให้น้ำหนักลดลง รูปร่างกระชับได้สัดส่วน และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ปวดหลัง ปวดไหล่ ขณะทำกิจวัตรประจำวันได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com